เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
 
 
อา...ได้เวลาทำอีเว้นท์แรกแล้วสินะ
อันเนื่องมาจากอีอาฟ (ลูกชาย) มันตอบได้ยากเหลือเกิน เพราะงั้นเอาหนูปีบไปก่อนละกัน เพราะน้องหนูตรงไปตรงมา มิมีอันใดแอบแฝง (อีอาฟมันกวนเตรียน)
 
เนื่องจากช่วงนี้หนูปีบไปเป็นผู้ช่วย จัสติน่า อยู่แถวๆ อาฟซิรา เลยไม่ได้โผล่เข้าร้านเลย
เอ้า~ เอาเรื่องราวมาให้เห็น ให้หายคิดถึงก็แล้วกัน
 
-----------------------------------------------------------
 
คืนนี้อากาศเย็น...ป่าดงดิบเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น แม้จะไม่ได้อยู่ในป่า แต่ความชื้นจากพงไม้ก็แผ่มาถึงค่ายเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน
 
แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาเพียงสองทุ่มเศษ แต่พื้นที่ห่างไกลผู้คนก็ย่อมเงียบเหงา นอกจากเสียงแมลงร้องเป็นจังหวะรับกันกับเสียงสัตว์ครวญจากที่ไกลๆ แล้วก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก
 
ฉันไม่แปลกใจนักกับบรรยากาศในพื้นที่ป่าเช่นนี้ บ้านเดิมของฉันก็อยู่ใกล้ป่า...ป่าดงดิบแบบป่าเขา แม้จะเป็นคนละภูมิประเทศ มีพืชและพันธุ์สัตว์ที่ต่างกัน แต่กลับมีความคล้ายคลึงกันจนน่าแปลกใจ
 
อืม...ที่ไกลๆ ในป่านั้น...ฉันเห็นอีกแล้ว...เห็นคนที่มีสภาพไม่ใช่คนลอยวนเวียนไปมา พวกเขาคงเป็นนักสำรวจ เอเอช หรือเป็นอะไรก็ตามที่ต้องเข้าป่า แต่สุดท้ายก็จบชีวิตลงก่อนจะบรรลุเป้าหมาย วิญญาณจึงถูกพันธนาการไว้ไม่อาจไปที่ไหนได้
 
น่าสงสารนะ...
 
"หนูปีบ ยังไม่นอนเหรอจ๊ะ" เสียงหวานคุ้นหูดังมา เรียกให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันไปมอง คนพูดไม่ใช่ใคร คุณจัสติน่า นายจ้างของฉันนั่นเอง
 
"นั่งดูวิญญาณที่ยังไม่ไปเกิดน่ะค่ะ" ฉันยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร คุณจัสติน่าหัวเราะน้อยๆ คงชินกับคำพูดแบบนี้แล้ว เธอรู้ว่าฉันไม่ได้โกหก และฉันก็พิสูจน์เรื่องนั้นมาหลายครั้งแล้วตอนที่ไปเยือนสถานที่ต่างๆ ตลอดเวลาที่มาที่คองกานี้
 
แล้วนายจ้างของฉันก็ยิ้มอ่อนหวาน ก่อนจะส่งแผ่นกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่งมาให้ แม้ฉันจะสงสัย แต่ก็รับมา
 
"นี่อะไรคะ"
 
"แบบทดสอบจิตวิทยาของสมาคมเอเอชน่ะจ้ะ ผู้ช่วยก็ควรทำไว้ เพราะทางสมาคมจะเก็บเป็นข้อมูลสำหรับหานายจ้าง หรือเผื่อสอบเป็นเอเอชน่ะจ้ะ เป็นการประเมินสภาพจิตของผู้ทำ" เธอตอบ "ฉันว่าจะเอาให้หนูทำนานแล้ว แต่ก็ลืมทุกทีเลย"
 
เมื่อได้ยินคำชี้แจง ฉันจึงก้มลงอ่านข้อความในกระดาษ เป็นแบบทดสอบไม่ยาก มีจำนวน 20 ข้อเอง
 
"ขอบคุณค่ะ คุณจัสติน่า" ฉันละสายตาจากกระดาษมายิ้มให้คุณจัสติน่าอีกครั้ง ได้รับรอยยิ้มอ่อนโยนตอบเช่นกัน คุณจัสติน่าใจดีเสมอเหมือนแม่หรือญาติผู้ใหญ่ ช่วยให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและคลายเหงาไปได้มาก โดยเฉพาะกับเด็กที่ไม่ค่อยได้ออกไปไกลบ้านนานๆ อย่างฉัน
 
นายจ้างผู้ใจดีของฉันผละไปนั่งไม่ไกลมากนัก ปล่อยให้ฉันได้ใช้สมาธิกับแบบทดสอบของฉัน กระโจมของเราไม่ใหญ่ แต่ก็ถือว่าอยู่สบายสำหรับค่ายพักแรมกลางดินกลางทรายแบบนี้
 
เมื่อได้ความเป็นส่วนตัว ฉันจึงเริ่มทำแบบทดสอบ
 
 
(คลิกเพื่อดูภาพใหญ่)
 
ฉันใช้เวลาเพียงไม่นานก็ทำเสร็จ อ่านตรวจทานอีกรอบ ก่อนลุกไปส่งคืนให้คุณจัสติน่า เธอกวาดสายตาดูครู่หนึ่ง แล้วจึงเก็บกระดาษแผ่นนั้นไป
 
"โอเคจ้ะ เรียบร้อยแล้วละ"
 
"คุณจัสติน่าคะ"
 
"จ๊ะ?"
 
"มีคนตายในป่านั้นค่ะ" ฉันบอกเธอด้วยสีหน้าจริงจัง อันที่จริงฉันก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการอะไรถึงได้บอกเธอไปแบบนั้น อาจจะเป็นการเตือน หรือต้องการความเห็นสักอย่าง หรือต้องการแชร์ประสบการณ์...หรือแค่ต้องการเปิดบทสนทนาก็ได้
 
คุณจัสติน่าเงียบไปครู่ จึงค่อยยิ้มตอบ "ที่ไหนๆ ก็มีคนตายทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ"
 
ฉันเข้าใจดี...ที่ไหนๆ ก็มีคนตาย แต่คนที่ตายไปแล้วกลับต้องมาเผชิญวิบากกรรมต่ออีก...มันน่าสงสาร
 
"หนูเคยบอกไม่ใช่เหรอ ว่าวิญญาณคนเราจะถูกผูกกับสิ่งที่จดจ่ออยู่ก่อนตาย หากไม่หมดห่วงก็ไม่อาจไปไหนได้" คุณจัสติน่าพูดต่อราวกับเดาความคิดของฉันได้ "และหลายครั้ง เราก็ทำอะไรกับมันไม่ได้"
 
ฉันได้แต่เงียบ ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ไม่ปฏิเสธเรื่องที่คุณจิสติน่าพูด แต่ก็อีกนั่นแหละ...เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะปล่อยวางได้ตลอดเมื่อไร
 
ฉันเห็นวิญญาณมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เห็นคนมากมายที่ตายแล้วไปไหนไม่ได้ แต่ทั้งๆ ที่เห็น ทั้งๆ ที่สัมผัสได้ แต่ฉันไม่เคยช่วยได้เลย...หรือไม่ก็ช่วยได้เพียงไม่กี่รายเท่านั้นเอง
 
ใช่...กรรมของใครก็ของมัน บางครั้งเราก็ยุ่งไม่ได้จริงๆ คุณพ่อผู้เป็นคนทรงของฉันบอกไว้เสมอ สิ่งที่ฉันทำได้คือคอยระวัง อย่าให้วิญญาณเหล่านั้นไปสร้างกรรมเพิ่มอีก
 
"ตอนเข้าป่า...ระวังหน่อยนะคะ" นั่นกลายเป็นคำที่ฉันบอกเธอต่อจากนั้น "วิญญาณพวกนั้นต้องการตัวตายตัวแทนค่ะ อาจจะก่อเรื่องให้เราก็ได้"
 
"แล้วหนูจะทำยังไงล่ะ"
 
ฉันเงียบไปพักหนึ่ง "...ปล่อยไปค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ทำอะไรเรา"
 
คุณจัสติน่าขยับ เอื้อมมือมาวาบนไหล่ของฉันอย่างแผ่วเบาๆ "ไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางต่อแต่เช้านะ"
 
ฉันนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะรับคำ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับนายจ้างของฉัน เตรียมตัวพักผ่อนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้
 
ก่อนออกจากที่ตรงนั้น ฉันเหลียวมองกลับไปที่กลุ่มวิญญาณอีกครั้ง ความเลื่อนลอยในแววตา สภาพที่น่าสงสาร และบรรยากาศที่น่าหดหู่ยังคงวนเวียนอยู่ ณ ที่ตรงนั้น

ฉันยกมือพนม ตั้งจิตแผ่กุศลอย่างง่ายๆ แม้จะรู้ว่าหากเป็นต่างวัฒนธรรม วิญญาณเหล่านั้นจะไม่สามารถรับสิ่งที่ฉันส่งให้ได้ก็ตาม
 
แม้สัตว์โลกย่อมมีกรรมเป็นของตน...แต่หากช่วยได้แม้สักคน ก็คงดี...
 

 

 

edit @ 27 May 2012 10:22:37 by 未来 深 遠 - - [M]irai_[F]uen~~

Comment

Comment:

Tweet

ปีบเป็นคนที่อบอุ่นดีจัง สมกับที่เป็นพี่สาวเอลได้เลยแหละนะ >w<

#10 By NithiN on 2012-05-27 22:26

บรรยากาศของเนื้อเรื่องออกจะน่ากลัวนิด ๆ  แต่เพราะเล่าผ่านมุมมองของตัวละครที่มีน้ำใจและใสซื่อแล้ว  ก็รู้สึกว่าน่ารักจังน้า  เด็กคนนี้ =w=

#9 By bluemouse on 2012-05-27 00:56

ดาร์ซี: ค...คุณปีปคะ ฉันกลัวแล้วค่ะ ครอบครัวคุณปีบน่ารักมากๆนะคะ แต่บรรยากาศโดยรอบนี่มัน.....//วิ่งหนีสุดชีวิต

#8 By cpthippo on 2012-05-26 21:22

เป็นผู้หญิงนี่น่าจีบ น่ารักมากเลยครับ ^^

#7 By runaway guy on 2012-05-26 20:47

เป็นอะไรที่ปกติดีจังค่ะ 5 5 5

#6 By Snail Lee. on 2012-05-26 20:16

ดูเป็นบรรยากาศอบอุ่นสบายใจดีจังเลย...
ห..เห็นแล้วอยากฟัด  //โดนฆ่า

#5 By hakuo on 2012-05-26 19:50

ลูกสาวน่ารักดีค่ะ แต่ทำไมถึงรู้สึกเหมือนดูคนอวดผีอยู่หน่อยๆก็ไม่รู้cry

#4 By ZiNnAMoN on 2012-05-26 19:17

ปีปนั้นอบอุ่นจริงๆเลย มีชีวิตที่ดี แต่ก็น่าสงสารอยู่เหมือนกันนะเนี้ย

#3 By FOuting on 2012-05-26 18:23

ปีบเป็นสาวน้อนที่ตรงมากค่ะ.... =v=;;

#2 By CheriAnra on 2012-05-26 18:18

ชอบบรรยากาศจัง มันอบอุ่นมากๆเลยล่ะ
.
แล้วขอให้ความดีนั้นคงอยู่กับตลอดไป ชอบแนวคิดของดอกปีบมากๆเลย สนับสนุนแนวคิดที่ดีงามแบบนี้นะ ^^ 
.
ใช่ กรรมของใครก็ต้องเป็นของคนนั้น สิ่งที่กระทำไปแล้วไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ มีแต่ทำกรรมดีให้มีมากกว่ากรรมชั่ว เพราะทุกๆลมหายใจของเรา เรากำลังใช้บุญเก่าอยู่

#1 By kinglaw on 2012-05-26 18:05